ถ้าคุณหายไปพรุ่งนี้… คนที่บ้านจะอยู่ได้นานแค่ไหน? ไม่ใช่แค่ “อยู่ได้ไหม” แต่คือ อยู่ได้นานแค่ไหน โดยที่ไม่ต้องขายบ้าน ไม่ต้องให้ลูกหยุดเรียน ไม่ต้องง้อใคร?
หลายคนบอกว่ามีประกันชีวิตอยู่แล้ว แต่เมื่อถามต่อว่า “ทุนประกันชีวิตควรมีเท่าไหร่” กลับตอบไม่ได้ บางคนมีทุนประกัน 1 ล้านบาท แต่มีหนี้บ้าน 3 ล้าน ลูกเล็ก 2 คน และรายได้ทั้งหมดมาจากคนเดียว
1 ล้านบาท… พอจริงๆ ไหม? บทความนี้จะพาคุณผ่าน 3 วิธีคำนวณทุนประกันชีวิตที่นักวางแผนการเงินมืออาชีพใช้จริง พร้อมตัวอย่างเคสจริง และ Checklist ที่ทำได้ทันที
ทุนประกันชีวิตคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?
ทุนประกันชีวิต คือเงินก้อนที่ผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนทางการเงินสำหรับครอบครัว
แต่ทุนประกันที่ดีไม่ใช่แค่ “มีไว้งั้นๆ” มันต้องมากพอที่จะ:
- ชำระหนี้ทั้งหมด — บ้าน รถ และหนี้อื่นๆ
- ทดแทนรายได้ — ให้ครอบครัวอยู่ได้ในระดับเดิมโดยไม่ต้องปรับลดคุณภาพชีวิต
- ครอบคลุมค่าการศึกษาลูก — จนถึงวันที่ลูกดูแลตัวเองได้
- รองรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน — ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ทำประกันไหม?” แต่คือ “ทุนประกันชีวิตควรมีเท่าไหร่?”

ปัญหาที่พบบ่อย: ทำประกันแบบ “น่าจะพอ”
จากประสบการณ์ที่ปรึกษาการเงิน AFPT พบว่าคนส่วนใหญ่ทำประกันชีวิตด้วยเหตุผลแบบนี้:
- “ทำเพราะรู้สึกว่าควรมี”
- “เพื่อนแนะนำมา เลยทำตาม”
- “เอาแพ็กเกจที่จ่ายได้ไป”
ไม่มีใครนั่งคำนวณจริงๆ ว่า ตัวเลขที่ควรมีคือเท่าไหร่
และนั่นคือช่องว่างที่อันตราย เพราะถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ทุนที่ไม่พอจะทำให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระทางการเงินที่หนักกว่าที่ควรจะเป็น

วิธีที่ 1 — สูตรระยะเวลาปรับตัว
วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการคำนวณแบบเร็วและเข้าใจง่าย
หลักคิด: ถ้าคุณไม่อยู่ ครอบครัวต้องการเวลากี่ปีเพื่อปรับตัว และแต่ละเดือนต้องใช้เงินเท่าไหร่?
สูตร:
ค่าใช้จ่ายต่อเดือน × จำนวนเดือนที่ต้องการ = ทุนประกันขั้นต่ำ
ตัวอย่าง:
| รายการ | ตัวเลข |
| ค่าใช้จ่ายครอบครัวต่อเดือน | 100,000 บาท |
| ระยะเวลาปรับตัวที่ต้องการ | 5 ปี (60 เดือน) |
| ทุนประกันขั้นต่ำที่ควรมี | 6,000,000 บาท |
วิธีนี้ให้ตัวเลขเริ่มต้น แต่ยังไม่รวมหนี้สินและค่าการศึกษาลูก ซึ่งต้องใช้วิธีที่ 2 เพื่อความแม่นยำกว่า

วิธีที่ 2 — สูตรความจำเป็นจริง (วิธีที่แม่นยำที่สุด)
วิธีนี้เป็นวิธีที่นักวางแผนการเงินมืออาชีพนิยมใช้มากที่สุด เพราะตรงกับสถานการณ์ชีวิตจริง
หลักคิด: ลิสต์ทุกภาระที่ครอบครัวต้องแบกรับถ้าคุณไม่อยู่ แล้วหักออกด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว
กลุ่มที่ 1 — เงินก้อน (ต้องใช้ทันที)
- หนี้บ้าน / หนี้รถ / หนี้อื่นๆ ที่เหลือ
- ค่าพิธีกรรมและค่ารักษาพยาบาลครั้งสุดท้าย
- เงินสำรองฉุกเฉิน (3–6 เดือนของรายจ่าย)
กลุ่มที่ 2 — รายได้ทดแทน (ใช้ต่อเนื่อง)
- ค่าใช้จ่ายรายเดือนของครอบครัว × จำนวนปีที่ต้องการ
- ค่าการศึกษาลูกจนจบมหาวิทยาลัย
- ค่าดูแลพ่อแม่ (ถ้ามีภาระนี้อยู่)
สินทรัพย์ที่หักออกได้:
- ประกันกลุ่มที่บริษัทให้
- เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- เงินออมที่มีอยู่แล้ว
- ทุนประกันที่ทำไว้แล้ว
สูตร:
(เงินก้อน + รายได้ทดแทน) − สินทรัพย์ที่มีอยู่ = ช่องว่างที่ต้องวางแผน
วิธีที่ 3 — สูตร 70% × 7 ปี สำหรับคนรายได้สูง
วิธีนี้ใช้กับคนที่มีรายได้สูงและต้องการคำนวณอย่างรวดเร็ว
หลักคิด: ครอบครัวไม่จำเป็นต้องใช้รายได้ 100% เพราะค่าใช้จ่ายบางส่วนจะหายไปเมื่อคุณไม่อยู่แล้ว
สูตร:
รายได้ต่อเดือน × 70% × 84 เดือน (7 ปี) = ทุนประกันที่ควรมี
ตัวอย่าง:
| รายการ | ตัวเลข |
| รายได้ต่อเดือน | 150,000 บาท |
| × 70% | 105,000 บาท |
| × 84 เดือน | |
| ทุนประกันที่ควรมี | 8,820,000 บาท |
ตัวเลขนี้ยังต้องบวกหนี้สินและค่าการศึกษาลูกเพิ่มเติม ทำให้ทุนที่ควรมีจริงๆ อาจสูงกว่านี้

เคสจริง: ลูกค้าอายุ 35 ปี ทุน 1 ล้าน vs. ที่ควรมี
นี่คือเคสจริงที่แสดงให้เห็นว่าทำไม ทุนประกันชีวิตควรมีเท่าไหร่ จึงเป็นคำถามที่ต้องคำนวณ ไม่ใช่เดา
ข้อมูลลูกค้า:
- อายุ 35 ปี รายได้สุทธิ 150,000 บาทต่อเดือน
- ค่าใช้จ่ายครอบครัว 100,000 บาทต่อเดือน
- มีลูก 1 คน อายุ 3 ขวบ
- หนี้บ้านค้างอยู่ 3,000,000 บาท
- ทุนประกันที่มีอยู่: 1,000,000 บาท
การคำนวณด้วยสูตรความจำเป็นจริง:
| รายการ | จำนวนเงิน |
| หนี้บ้านที่ค้างอยู่ | 3,000,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายครอบครัว 5 ปี (100,000 × 60) | 6,000,000 บาท |
| ค่าการศึกษาลูกจนจบมหาวิทยาลัย (~15 ปี) | 2,500,000 บาท |
| รวมภาระทั้งหมด | 11,500,000 บาท |
| หัก: ทุนประกันที่มีอยู่ | (1,000,000 บาท) |
| ช่องว่างที่ต้องวางแผนเพิ่ม | 10,500,000 บาท |
ลูกค้าถึงกับนิ่งไปนาน แล้วพูดว่า “ผมไม่เคยนั่งคิดแบบนี้เลยครับ ทำแค่เพราะรู้สึกว่าควรมี”
และนั่นคือปัญหาของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่าไม่ทำประกัน แต่ทำโดยไม่รู้ว่าตัวเลขที่ถูกต้องคือเท่าไหร่เบี้ยประกันชีวิตควรจ่ายเท่าไหร่?
เบี้ยประกันชีวิตควรจ่ายเท่าไหร่?
รู้ตัวเลขทุนที่ควรมีแล้ว คำถามต่อมาคือ จะจ่ายเบี้ยไหวไหม?
หลักที่นักวางแผนการเงินแนะนำ: เบี้ยประกันชีวิตไม่ควรเกิน 10–15% ของรายได้ต่อปี
ตัวอย่าง:
| รายได้ต่อปี | เบี้ยที่จ่ายได้สบาย ๆ |
| 600,000 บาท | 60,000 – 90,000 บาท/ปี |
| 1,200,000 บาท | 120,000 – 180,000 บาท/ปี |
| 1,800,000 บาท | 180,000 – 270,000 บาท/ปี |
ถ้าทุนที่ต้องการสูงมากแต่เบี้ยเกินงบ ให้เริ่มจากประกันชีวิตแบบชั่วคราว (Term Life) ที่ให้ทุนคุ้มครองสูงในราคาเบี้ยต่ำ แล้วค่อยเพิ่มประกันออมทรัพย์เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น
ประกันชีวิตกับการลดหย่อนภาษี
สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ เบี้ยประกันชีวิตไม่ใช่แค่ “ค่าใช้จ่าย” แต่ยังช่วย ลดหย่อนภาษีได้ด้วย
สิทธิลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิต (ปี 2568):
| ประเภทประกัน | วงเงินลดหย่อนสูงสุด |
| ประกันชีวิตทั่วไป (คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป) | 100,000 บาท |
| ประกันบำนาญ | 200,000 บาท (หรือ 15% ของรายได้) |
| รวมสูงสุด | 300,000 บาท |
ตัวอย่างการประหยัดภาษี:
คนที่มีรายได้สุทธิ 1,200,000 บาทต่อปี (ฐานภาษี 25%) และจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาท + ประกันบำนาญ 200,000 บาท จะประหยัดภาษีได้ถึง 75,000 บาทต่อปี
แปลว่าทุกบาทที่จ่ายเป็นเบี้ยประกัน คุณได้ทั้งความคุ้มครองและลดภาษีไปพร้อมกัน
ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยงในการวางแผนทุนประกันชีวิต
- เดาตัวเลขโดยไม่คำนวณ — “น่าจะล้านนึงพอ” ไม่ใช่การวางแผน
- ลืมรวมหนี้สิน — หนี้บ้านและหนี้รถต้องนับเป็นภาระที่ทุนต้องครอบคลุม
- ไม่อัปเดตทุนเมื่อชีวิตเปลี่ยน — แต่งงาน มีลูก ซื้อบ้าน คือสัญญาณให้ทบทวนทุนประกัน
- เน้นแต่ออมทรัพย์ ละเลยความคุ้มครอง — ประกันออมทรัพย์ให้ทุนต่ำกว่าประกันชีวิตแท้ๆ
- ไม่หักสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว — ประกันกลุ่มและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนับได้
เคล็ดลับจากที่ปรึกษาการเงิน AFPT
- ทบทวนทุนประกันทุก 3–5 ปี หรือเมื่อชีวิตเปลี่ยนแปลงสำคัญ
- เริ่มจาก Term Life ก่อน ถ้างบจำกัด เพราะให้ทุนสูงในราคาต่ำสุด
- อย่าซื้อแค่ตามที่ตัวแทนแนะนำ ต้องคำนวณตามภาระชีวิตจริง
- รวมทุนทุกกรมธรรม์ ทั้งประกันกลุ่ม ประกันส่วนตัว และประกันบำนาญ
- ปรึกษานักวางแผนการเงิน AFPT ที่ไม่ได้มุ่งขาย แต่มุ่งช่วยคุณวางแผนให้ถูกต้อง
สรุป: ทุนประกันชีวิตควรมีเท่าไหร่?
ทุนประกันชีวิตควรมีเท่าไหร่ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่มีสูตรคำนวณที่ทำได้เองทันที
ขอสรุป 3 ข้อสำคัญที่ต้องจำ:
1. ทุนที่ “มีอยู่” กับที่ “ควรมี” ต่างกันมาก ต้องคำนวณ ไม่ใช่เดา
2. ใช้สูตรความจำเป็นจริง: รวมหนี้ + ค่าใช้จ่ายรายเดือน + ค่าการศึกษาลูก แล้วหักด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ ที่เหลือคือช่องว่างที่ต้องวางแผน
3. เบี้ยประกันไม่ใช่ค่าใช้จ่าย มันคือการลงทุนเพื่อปกป้องคนที่คุณรัก และยังลดหย่อนภาษีได้ด้วย
“ประกันชีวิตไม่ใช่การเตรียมตัวสำหรับความตาย แต่เป็นการเตรียมพร้อมให้คนที่เรารัก ยังมีชีวิตที่มั่นคงได้ แม้ในวันที่เราไม่อยู่แล้ว”
อยากเป็นคนที่ช่วยให้คนอื่นวางแผนแบบนี้ได้บ้าง?
อาชีพ Financial Advisor ช่วยคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ขายของ และสร้างรายได้ที่ไม่มีเพดานให้ตัวเองไปพร้อมกัน
[เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอาชีพที่ปรึกษาการเงิน AFPT →]
อ่านบทความเพิ่มเติม : วิธีตั้งเป้าหมายทางการเงิน 5 ขั้นตอน ทำได้จริงทันที




